อยู่กับมะเร็งที่ “อโรคยศาล”

“ถ้าคุณป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย  แล้วมีคนบอกว่าหายหรอตายไม่สำคัญ  ขอให้ชีวิตมีความสุข”   แค่นี้คุณก็รู้สึกอุ่นใจ  อโรคยศาลในจังหวัดสกลนคร  คืออีกทางเลือกเลือกแบบองค์กรรวมในการรักษาโรคร้ายตามแนวคิดของพระอาจารย์ปพนพัชร์

บางครั้งบางคราวสิ่งที่คนเราไม่คาดคิดอย่างโรคภัยไข้เจ็บ  ก็มักมาสะกิดเรียกแบบไม่ทันตั้งตัวอย่างใครต่อใครหลายคนที่ถูกโรคมะเร็งคร่าชีวิตในอย่างปัจจุบันทันด่วน

เป็นที่รู้กันดีว่า  สังคมไทยมักมีอัตราเสี่ยงเกี่ยวกับโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยสถิติล่าสุดจากกระทรวงสาธารณะสุข  ระบุชัดเจนว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปีละกว่า 5 หมื่นราย  ในขณะที่ข้อมูลของการอนามัยโลก (WHO)   พบว่าในปัจจุบันมีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในภูมิภาคเอเชียอยู่ที่ประมาณ  4 ล้านคนต่อปี  และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นไปเป็น 6.4 ล้านคน  ภายในปี 2030  ซึ่งในทางการแพทย์ก็ได้พยายามหาทางที่จะยับยั้งมหันตภัยร้ายนี้ทุกวิถีทางแต่ก็ทำได้เพียงทุเลาอาการ  เพื่อประวิงสาเหตุเท่านั้น 

การแพทย์ทางเลือก  จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการรักษา  ถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ของ “ยาหม้อ” ออกจะดูติดลบในแพทย์ยุคใหม่ แต่ที่วัดประคำมงใน อ.พรรณานิคม   จ.สกลนครไม่ได้คิดแบบนั้น

ทางเลือกทางรอด  ครั้งหนึ่งพระอาจารย์ปพนพัชร์  จิรธัมโมเจ้าอาวาสวัดประคำมง  เคยอาพาธด้วยโรคมะเร็งในโพรงจมูก  แต่ก็ไม่ได้ผล  จนกระทั่งวันหนึ่งจึงได้ลุกขึ้นมาใช้   “จิต” และ  “สมุนไพร “เป็นเครื่องบรรเทา

                อาตมาทรีทเมนต์ยามเช้าทุกขนานแล้วแต่เลือดก็ยังไม่หยุดไหล  แต่ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้เลย  ปวดอยู่ตลอดเวลา  จนเช้ามืดวันหนึ่งเราก็ลุกขึ้นมาใช้สมาธิช่วย  นั่งสมาธิตั้งแต่ตี 3 จนถึง 6 โมงเช้าแล้วก็ต้มสมุนไพรดื่มบรรเทาอาการก็พบว่ามันได้ผล  เรากินข้าวได้ หายใจสะดวกขึ้น  มีเรี่ยวแรง  จากนั้นก็เลยศึกษาเกี่ยวตำหรับยาต่าง ๆ เรื่อย ๆมา  ทดลองค้นคว้าด้วยตัวเองจนอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ญาติโยมทราบข่าวจึงพากันมาพึ่งสูตรยา  พึ่งการบำบัดทางจิตกันมากมายจนเกิดการตั้งอโรคยศาลขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พักพึงของผู้ป่วยเรื่อยมา   

คำว่าอโรคยศาล    มีความเป็นมาจาก      อารยธรรมขอม  โดยมีปรากฎบนหลักฐานตามตามบันทึกยุคสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  มีการเกณฑ์ผู้คนมากมายในการสร้างปราสาทวิหาร  การก่อสร้างก็ใช้ระยะเวลาในการสร้างยาวนานหลายสิบปี ผู้คนมากมายต่างก็ล้มป่วยด้วยโรคต่าง ๆ นานาชนิด  จึงเกิดความเชื่ออย่างหนึ่งว่า  ถ้ามีการก่อสร้างปราสาทหินต่าง ๆ  ให้จัดสถานที่อภิบาล  บำบัดรักษาผู้ป่วยก่อน  ซึ่งสถานที่นี้เรียกว่า อโรคยศาลเพื่อให้ผู้คนหายจากอาการเจ็บป่วยและมีเรี่ยวแรงในการสร้างปราสาทวิหารสำเร็จต่อไป  อโรคยศาล  จึงเป็นสถานที่ทำการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบองค์กรรวมคือผสมผสานระหว่างการแพทย์(แผนไทย), การแพทย์แบบแผน , การแพทย์แผนจีน (การฝังเข็ม)  ,สมาธิบำบัด, ดนตรีบำบัด, มนตราบำบัดและอาหารเพื่อสุขภาพ พระปพนพัชร์  อธิบาย

                                                         

 

ลักษณะการดูแลของอโรคยศาลนั้น  ไม่ได้ที่จะรักษาโรคให้หายหรือทุเลาเบาบางลงไปแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ด้วยความสามารถตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติของผู้ป่วย  ที่ต้องการความเข้าใจในชีวิตและมีความสุขในช่วงที่เจ็บป่วย  ถ้าหากต้องเสียชีวิตก็ขอให้ไปอย่างสุขสงบ  โดยอาศัยบุคลากรที่มี “จิตอาสา”    มาเป็นผู้ดูแลในส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มาที่นี่ มักจะเป็นผู้ป่วยที่เข้าขั้น"โคม่า” แล้วทั้งนั้น การมาอยู่ตรงนี้แต่มีกำลังใจไม่เหมือนกับที่อยู่ที่โรงพยาบาล  ตรงนี้มันจะเป็นธรรมชาติ ใครจะเย็นมา เช้ามา  ก็ได้เพราะเรารู้ว่าเขามาหาเรานั้น  หนักแล้วเราจะทำยังไงให้ความหนักของเขากลายเป็นเบาทั้งกายและใจ  เบาทั้งจิตและวิญญาณ  ผสมผสานกันไป ไม่ใช่ว่าคุณต้องหายอย่างเดียวนะแต่เราบอกต่อ ๆ กันว่า  เราต้องเตรียมตัวตายทุกคน  อย่างน้อยการนั่งสมาธิตรงนี้  ธรรมมะก็จะบอกเราว่า มา...เรามาเตรียมตัวตายกัน 9 นาทีจากนี้ไปว่าเราจะอยู่ในโลกนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว  เขาก็จะรู้และเข้าใจว่า  การเตรียมตัวตายและการเตรียมพร้อมเป็นสิ่งที่ดี พอเขาเข้าใจซึมซับแล้วต่อมาอาทิตย์สองอาทิตย์  หน้าตาที่ไม่เคยยิ้มก็จะยิ้มมีความสุขแล้ว  พอมีความสุขขณะที่เราเทยา  เราก็จะใช้ยาตามกระบวนทัศน์ต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าจะมีหม้อเดียวนะ  ยามีตั้งหลายหม้อ  ซึ่งคุณจะต้องจัดสรรให้แต่ละคนแตกต่าง ๆ กันไปต้องค่อย ๆ ให้ไป

                น.พ.ศิริโรจน์  กิตติสารพงษ์  แพทย์ประจำโรงพยาบาลสกลนคร  หนึ่งในแพทย์อาสาที่มาช่วยงานวัดนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 2 ปีกล่าวเสริมว่า  ผู้ป่วยมะเร็ง  เรารู้ว่าส่วนใหญ่ได้รับการดูแลที่ไม่ได้ดีมาก  ผลไม่ค่อยน่าพอใจทางเลือกในการรักษามีน้อยเกินไป  เพราะในแพทย์แผนปัจจุบัน  มีทางเลือกแค่การผ่าตัด  ฉายแสง  ให้คีโม  ไม่มีใครเชื่อมโยงทางด้านจิตวิญญาณของผู้ป่วย  โดยเฉพาะผู้ป่วยหนักมักมีปัญหาของจิตด้วย 

การรักษาที่นี่เป็นเรื่องธรรมชาติบำบัด  วิธีการทุกอย่าง คือ เซลล์มะเร็งโดยทฤษฎีไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นอย่างไร แต่จริง ๆ ทุกอย่างมีเหตุปัจจัยแน่นอน  เพียงแต่ว่าการเกิดในแต่ละคนไม่เหมือนกันคนจะหายป่วยคือคนที่สามารถดูแลตัวเองได้ไม่ใช่ใช้ยาจนหายเพราะมะเร็งมันเกิดขึ้นด้วยพฤติกรรมส่วนตัวของผู้ป่วยเป็นผู้กระทำ 

                เพราะฉะนั้นถ้าอยากหายป่วย  ต้องหาวิธีดูแลตัวเอง  แต่ในขณะที่กำลังป่วยเป็นช่วงที่เขาต้องมาศึกษาวิธีการที่จะทำให้หายป่วย  หลายคนหายป่วยต่างกัน  คุณหมอสำราญที่เป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4อีก3เดือนจะตาย  เขาก็หายป่วยเพราะรับประทานอาหารบำบัด  คือไม่มีเนื้อสัตว์  ไม่มีไขมัน  ก็หายได้  บางคนก็หายจากการนั่งสมาธิ  บางคนหายจากการที่เขาได้ปล่อยตัวปล่อยใจให้สบายแล้วออกเดินทาง บางคนก็ผสมผสานกัน  ทั้งผ่าและวิธีธรรมชาติบำบัดด้วย

ทำจิตให้นิ่ง  เปลี่ยนเซลล์ร้าย

                กิจกรรมแรก ๆ ที่ผู้ป่วยทุกคนจะปฎิบัติกันเป็นประจำหลังตื่นนอน  คือ  การนั่งสมาธิ  ก่อนจะลุกขึ้นไปทำกิจกรรมส่วนตัวต่าง ๆ  ซึ่งหลักในการรักษาอิงกับทษฎีที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์  น.พศิริโรจน์  เล่าว่าคนที่สามรถทำจิตตัวเองให้นิ่งได้  จะทำให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น  ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงเซลล์ร้ายให้กลายเป็นดีได้    

“การรักษาที่นี่   จึงไม่ใช่การฆ่ามะเร็งแต่เปลี่ยนจากร้ายให้กลายเป็นดี   ด้วยตัวของเขาเอง  เซลล์ที่เราเห็นเป็นก้อนใหญ่ ๆ นั้นเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองจากพฤติกรรมที่ผิด  ก็ไปเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่  แนวการเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ บางคนเริ่มด้วยศรัทธาอยากหายก็มาหา  เพราะคิดว่าที่นี่น่าจะมียาดี  เขาไม่เคยชินกับระบบที่ทำให้ตัวเองมีความเข้มแข็งขึ้น  แล้วก็ค่อย ๆ หายไป”  เครื่องมือที่ใช้จึงเป็นเพียงความศรัทธา  สมาธิ  และสมุนไพรเป็นสิ่งเสริมกัน  “เราต้องไม่สนใจว่ากินยาหม้อแล้วจะหาย  เรื่องการกำหนดลมหายใจ  การใช้ออกซิเจน  การใช้อุณหภูมิในการอบไอน้ำ  ในการวิจัยอาการป่วยจะดีขึ้น  หรือเซลล์มะเร็งมีกาแบ่งตัวน้อยลง  เมื่อเรามีออกซิเจนมากขึ้น  หรืออุณหภูมิสูงขึ้น  หรือรับประทานอาหารที่เป็นด่าง  มีจิตใจที่สงบ  ก็คือเอาทุกวิธีการของแพทย์ทางเลือกมารวมกัน” 

                “ที่นี่มีสมาธิบำบัด  สมุนไพรบำบัด  ดนตรีบำบัด  วารีบำบัด  อบไอน้ำ  หรือการฝึกลมหายใจแบบชี่กง  โดยได้รับความร่วมมือจากทางสมาคมชี่กงแห่งประเทศไทย  ส่งคนมาฝึกอบรมให้  ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้น  ได้รับการปรับอาหารตามธาตุของร่างกาย  เพื่อจะหายได้ด้วยตัวเอง  เพราะตรงนี้เขาต้องกลับไปอยู่บ้าน  ไปใส่บาตรต่อ  มันก็ต่อไปยังคนอื่นได้  ก็สามารถดูแลลูกหลาน  สอนเพื่อนบ้าน  ให้ดูแลสุขภาพตัวเอง”   น.พศิริโรจน์  กล่าว  

“ตลอดระยะเวลา 3 ปี   อโรคยศาล   มีผู้เข้ามารับการบำบัดกว่า 66 คน  ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย  โยผลลัพธ์ที่ออกมานั้นพบว่า  ถ้าหากมีผู้ป่วยที่สามารถรับประทานยาต้มได้ตามกำหนดมีโอกาสมีชีวิตอยู่ได้มากกว่าร้อยละ 70-80 ส่วนการประเมินผลเชิงลึกอยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูล  โดยการประเมินผลจากการจ่ายยา  เพื่อการรักษามีจำนวนมากขึ้นตามสัดส่วนของผู้ป่วยที่รอดชีวิตและหลังจากที่ผู้ป่วยที่รอดชีวิตและหลังจากที่ผู้ป่วยได้เข้ารับการบำบัดรักษาห้วงระยะเวลาหนึ่งแล้วก็จะติดตามผล  ปริมาณการตายเราต้องยอมรับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเพราะคนไข้ที่เข้ามานั้น  อาการอยู่ในระยะสุดท้ายแทบทั้งสิ้น  อีกทั้งเราเพิ่งเริ่มโครงการมาได้ 3 ปี  ซึ่งสถิติในการรักษาก็กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย”

การปรับธาตุให้สมดุล

                “ถ้าผมตายผมก็จะได้ตายกับผ้าเหลืองหลวงพ่อนั่นแหละครับ”       คำพูดเปิดอกจาก  สำรวย  โพธิ์ศรี  ที่หอบสังขารวัย 57 ปี  มาจากเกาะสมุยมารักษาที่นี่  เขาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่หลอดเลือดเมื่อหลายปีก่อน  เข้ารับการรักษาในรูปแบบต่าง ๆ ก็ไม่เป็นผล  กลับยิ่งทำให้เชื้อร้ายลุกลามแพร่กระจาย  จนตัวเองรู้สึกว่ากำลังจะตายทั้งเป็น  “หน้าตาดูไม่ได้เลยครับบวมมาก หัวจะฉุ  เป็นแผลพุพอง  หน้าซีกซ้ายก็บวม”   ขณะที่นอนรอความตายอยู่ในบ้านที่สมุย  เขาได้รู้เรื่องราวของอโรคยศาลผ่านรายการทีวีรายการหนึ่ง  จึงตัดสินใจว่าจะยึดเอาที่นี่เป็นที่สุดท้ายของชีวิต  เวลากว่า 100 วันในการรักษาแบบสมาธิบำบัด  เขาพบว่าอาการตัวเองเริ่มดีวันดีคืน  แผลพุพองต่าง ๆ เริ่มแห้งและตกสะเก็ด  อาการบวมค่อย ๆ ลดลง   ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้น  จุดประกายความหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไปของเขาขึ้นมีมาใหม่  ปัจจุบันอโรคยศาล  วัดคำประมง  เป็นเสมือนโรงเรียนที่ให้ความรู้แก่เหล่าบุคคลทั่วไป  เป็นแหล่งศึกษาวิจัยและพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้มีคณะบุคคลต่าง ๆ นักเรียน นักศึกษา  แพทย์  พยาบาล  เจ้าหน้าที่สาธารณะสุข  จากทั้งในจังหวัดสกลนคร  และจังหวัดใกล้เคียงขอเข้าเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งต่อไปในอนาคต  พระอาจารย์ปพนพัชร์คิดว่าจะพัฒนาเป็นศูนย์วิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกครบวงจร  เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งที่ได้ผลมากขึ้น  แต่ถึงอย่างนั้นด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์  ก็ยากในการทำใจเชื่อ

                “มันเป็นเรื่องค่อนข้างสวนกระแสและได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง ขณะที่แพทย์กระแสหลักไม่สามารถให้คำตอบอะไรกับคนไข้ได้   น.พไพโรจน์ ออกความเห็น   ที่เป็นอย่างนั้นเป็นเพราะว่าคนคิดว่าสมุนไพรเป็นยาออกฤทธิ์ช้าทั้ง ๆ   ที่สมุนไพรจะถูกใช้เพื่อเป็นตัวปรับธาตุให้สมดุล   ในขณะที่พระปพนพัชร์มองว่าเรื่องหายหรือตายไม่สำคัญเท่ากับความสุขที่ตัวผู้ป่วยได้รับ”

                “ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เราทำงานร่วมกับกระทรวง   สำนักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ สปสช.  หน่วยงานการแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบันมากมาย   มันเป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข  มาได้ขนาดนี้เราถือว่ามันรวดเร็วมาก  ถึงตอนนี้เราคงไม่ต้องคิดถึงการหายหรือตายแล้ว  แต่เราต้องมองถึงจิตวิญญาณว่า  เขาต้องอยู่อย่างมีความสุข  เราไม่ได้รักษามะเร็งแต่รักษาจิตใจเขาตรงนี้สำคัญกว่าเราต้องทำจิตของเขาให้อยู่กับมะเร็งได้  ในขณะเดียวกันเขาจากเราไปเขาก็สามารถยิ้มได้อย่างมีความสุข

 

 

 

บทความ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ   ฉบับ วันที่ 27 มกราคม 2551

 

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

HomeContact UsOur Map : แผนที่บริษัทเสียงตอบรับจากผู้ใช้วิธีปลูกต้นกล้าข้าวสาลีตัวแทนจำหน่าย