มะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากDNAซึ่งเป็นรหัสพันธุกรรมถูกทำลาย ทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์   ซึ่งตามปกติแล้วเมื่อ DNA เกิดความเสียหาย เซลล์จะพยายามซ่อมแซมตัวเองหรือถ้าการซ่อมแซมไม่สำเร็จ เซลล์นั้นก็จะตาย  แต่สำหรับกลไกการเกิดมะเร็งแล้ว DNA ของเซลล์ที่ได้รับความเสียหายนอกจากจะไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้แล้วเซลล์เหล่านี้จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างมากมายโดยไม่สามารถควบคุมได้   ซึ่งสาเหตุหลักในการทำลายรหัสพันธุกรรมคือ สารอนุมูลอิสระ (free radical)  ดังนั้นเราสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้โดย

Ø    ลดการสร้างสารอนุมูลอิสระภายในร่างกาย

Ø    หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นแหล่งของสารอนุมูลอิสระ เช่นควันบุหรี่

Ø    เน้นการบริโภคอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ( antioxidant )

 

อย่างไรก็ตามการเกิดมะเร็งนั้นมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่

Ø    พันธุกรรม

Ø    พฤติกรรม

Ø    จิตใจ

Ø    สภาพแวดล้อม

Ø    อาหาร

ดังนั้นหัวใจหลักของการป้องกันมะเร็งคือ ควบคุมปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้ เช่น หยุดสูบบุหรี่  รับประทานอาหารจากธรรมชาติ  กินผัก-ผลไม้สดที่ปราศจากยาฆ่าแมลง  พักผ่อนให้เพียงพอ  ออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นต้น

                ทั้งนี้คุณควรตรวจร่างกายประจำเพื่อตรวจหามะเร็ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีญาติเป็นมะเร็ง  คนสูบบุหรี่  ซึ่งสถาบันมะเร็งของอเมริกาได้แนะนำการตรวจเพื่อค้นหามะเร็งในระยะแรกดังนี้

1.    การตรวจมะเร็งทั่วไป สำหรับคนอายุ 20-40 ปี ควรตรวจเช็คทุก 3 ปี และสำหรับผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุกปี ซึ่งการตรวจนี้ควรครอบคลุมถึงการมะเร็งบริเวณต่อมไทรอยด์  ช่องปาก ผิวหนัง ต่อมน้ำเหลือง อัณฑะ รังไข่

2.    บริเวณหน้าอก (เต้านม) ในหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปควรทำการตรวจเมมโมแกรมและการตรวจบริเวณเต้านมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกปี  นอกจากนี้คุณควรทำการสำรวจความผิดปกติที่บริเวณเต้านมด้วยตัวคุณเองทุกเดือน   สำหรับหญิงอายุระหว่าง 20-39 ปีควรได้รับการตรวจบริเวณเต้านมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุก 3 ปี แต่อย่างไรก็ตามควรที่จะทำการตรวจหาความผิดปกติที่เต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำทุกเดือน

3.    บริเวณลำไส้ใหญ่และทวาร  สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรที่จะได้รับการตรวจดังนี้    

Ø   ตรวจอุจจาระทุกปีและส่องกล้องทุก 5 ปี

Ø   Coloscopy ทุก 10 ปี

Ø   Double-contrast barium enema ทุก 5-10 ปี

4.    ต่อมลูกหมาก - แนะนำให้ชายที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปตรวจค่าPSA ( prostate-specific antigen) และการส่องกล้องดิจิตอลผ่านทวารทุกปี  นอกจากนี้ในบุคคลที่มีความเสี่ยง เช่นมีญาติเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็อาจทำการตรวจเช็คดังกล่าวได้แม้มีอายุต่ำกว่า 50 ปี

5.    มดลูก - หญิงทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์หรืออายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีเปปสเมียร์ทุกปี

อาหารสำหรับผู้เป็นมะเร็ง

            ผู้เป็นมะเร็งควรรับประทานอาหารสดประเภทผัก-ผลไม้สดที่ยังไม่ผ่านการปรุงแต่ง น้ำผัก-ผลไม้คั้นสด เนื่องจากอาหารพวกนี้ย่อยง่ายและสามารถดูดซึมได้เร็ว    หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมเพื่อให้เซลล์และเนื้อเยื่อมีปริมาณโปตัสเซียมมากที่สุด (ทั้งนี้เนื่องจากเซลล์มะเร็งมีลักษณะที่แตกต่างจากเซลล์ปกติคือ 1. มีปริมาณโซเดียมมากกว่า    2. ชอบอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด   3. มีประจุไฟฟ้าชนิดลบ      4. การเติบโตและการแพร่กระจายไม่สามารถควบคุมได้ )  ดังนั้นหลักการรักษามะเร็งทางด้านอาหารคือ

Ø    รับประทานอาหารที่ปราศจากโซเดียมหรือมีโซเดียมปริมาณน้อย เพื่อดึงเอาโซเดียมออกจากเซลลฺ์มะเร็ง เข้าสู่กระแสเลือดและน้ำเหลือง

Ø    กำจัดปัจจัยอื่นๆที่เอื้อต่อสภาวะเป็นกรดของร่างกาย

Ø    รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารกลุ่มโปตัสเซียม เช่น กล้วย ฝรั่ง  และอาหารที่เป็นแหล่งของเอนไซม์ อันได้แก่ น้ำผัก-ผลไม้คั้นสด ผัก-ผลไม้สด

อาหารต้องห้ามสำหรับผู้เป็นมะเร็ง

                ยาสูบ เกลือ เครื่องเทศบางชนิดที่มีรสร้อนแรง ชา กาแฟ  สุรา น้ำตาลฟอกขาว แป้งขัดขาว ลูกอม ครีม ไอศกรีม เค้ก  แตงกวา สับปะรด เบอร์รี่ทุกชนิด(ยกเว้น ลูกเกดสีแดง)  อะโวคาโด

                อาหารกระป๋องทุกชนิด สารกันบูด อาหารแช่แข็ง อาหารที่ผ่านกรรมวิธีทำให้แห้งหรือเป็นผง ผักดอง ถั่วที่มีซัลเฟอร์  น้ำผลไม้กระป๋อง

                ไขมัน น้ำมัน เกลือ(โดยเฉพาะโซเดียมไบคาร์บอเนต ทั้งที่อยู่ในอาหาร ยาสีฟันและผลิตภัณฑ์อื่นๆ)  หรือแม้แต่การย้อมสีผม

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงชั่วคราว (โดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกของการรักษา)

                นม ชีส เนย ปลา เนื้อสัตว์ และไข่

ทั้งนี้หลังจากการรักษาไปแล้ว 6-12 สัปดาห์ สามารถกินโปรตีนจากสัตว์ที่ย่อยง่ายและโยเกิร์ตได้บ้าง

อุปกรณ์ที่ใช้ในการปรุงอาหาร

            ห้ามใช้ : หม้อต้มความดัน หม้อไอน้ำ ,หม้อหรือกะทะที่ทำจากอลูมิเนียม

            ควรใช้เครื่องครัวที่ทำจาก : แก้ว สแตนเลส หม้อเคลือบดินเผา

 

                        ทั้งนี้สำหรับผู้ป่วยมะเร็งแล้วไม่ควรดื่มน้ำในปริมาณมาก เนื่องจากน้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำผัก-ผลไม้คั้นสดที่เปี่ยมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุและเอนไซม์  โดยดื่มทุกชั่วโมง ชั่วโมงละ 1 แก้ว  และควรดื่มหลังจากที่คั้นเสร็จทันทีเพราะเมื่อวิตามินและเอนไซม์สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ จะเกิดขบวนการออกซิเดชั่นซึ่งจะทำลายคุณค่าในน้ำผัก-ผลไม้

                        นอกจากผัก-ผลไม้ที่รับประทานควรเป็นผักสดที่ยังไม่ผ่านการปรุงสุกแล้ว ในกรณีที่ต้องต้มผัก เราจะค่อยๆผ่านความร้อนไปยังผักช้าๆ โดยใช้ไฟอ่อนๆ เพื่อรักษารสชาติของผัก และช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น  แต่อย่างไรก็ตามผัก-ผลไม้ที่ผ่านการปรุงสุกแล้วก็มีคุณค่าน้อยกว่าผักสด

การสวนล้างลำไส้

                        การดื่มน้ำผัก-ผลไม้จัดว่าเป็นการนำสารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย  แต่ทั้งนี้ในแต่ละวัน ร่างกายของเราก็ได้รับสารพิษจำนวนมากทั้งที่มาจากในร่างกายเราเอง (ของเสียที่เกิดจากขบวนการเมตาบอลิซึม) และที่มาจากภายนอก เช่น มลพิษ สารเคมีต่างๆ  ดังนั้นการขับสารพิษออกจากร่างกายได้ทันท่วงทีจึงนับว่าสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

                        วิธีการที่จะช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกายคือ การสวนล้างลำไส้ ( enema) ซึ่งจะต้องทำบ่อยกว่าในคนปกติ คือภายใน 1 วันจะทำ 4- 6 ครั้ง ซึ่งการทำดังกล่าวจะช่วยลดอาการปวดรุนแรง เวียนศีรษะ ปวดหัว และอาการซึมเศร้าได้ด้วย

                        การสวนล้างลำไส้ มีหลายอย่างด้วยกัน ได้แก่

1. การสวนล้างด้วยชาคาโมมายล์

    โดยเติมสารสกัดคาโมมายล์ครึ่งแก้ว ร่วมกับคาเฟอีน 30 หยดลงในน้ำปริมาณ 1 ลิตร ซึ่งมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหูมิของร่างกาย ( ประมาณ 37.5 องศาเซลเซียส)  ซึ่งวิธีนี้จะใช้กับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในระยะที่ไม่รุนแรงหรืออยู่ในระยะที่ต้องการซ่อมเสริม

หมายเหตุ สารสกัดคาโมมายล์สามารถทำได้โดยนำดอกหรือใบคาโมมายล์ จำนวน 4 ช้อนโต๊ะมาใส่ลงน้ำ 1 ลิตร แล้วนำไปต้มประมาณ 5 นาที หลังจากนั้นจึงทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 20-30 นาที  แล้วนำมากรองกากออก เก็บน้ำที่ได้ลงในขวดที่มีฝาปิดสนิทและเก็บในตู้เย็น

2. การสวนด้วยกาแฟ

                            ใส่กาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำปริมาณ 1 ลิตร  นำมาต้ม 3 นาทีและทิ้งไว้ให้เย็นอีก 20 นาที  หลังจากนั้นกรองกากทิ้งแล้วจึงนำน้ำกาแฟที่ได้ซึ่งมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิร่างกายมาใช้

3. การบำบัดด้วยน้ำมันละหุ่ง

                            ขั้นตอนการบำบัดด้วยน้ำมันละหุ่งมีดังนี้ : ยกตัวอย่างเช่น ตอน 10 โมงเช้าให้ดื่มน้ำมันละหุ่ง 2 ช้อนโต๊ะซึ่งผสมกับกาแฟดำและใส่น้ำตาลไม่ฟอกขาว   อีก 5 ชั่วโมงต่อมาจึงทำการสวนล้างลำไส้ด้วยน้ำมันละหุ่งซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ : ผสมน้ำอุ่น 1 ลิตรเข้ากับสบู่  แล้วเติมน้ำมันละหุ่ง 3-4 ช้อนโต๊ะและคนจนกระทั่งสารดังกล่าวรวมตัวกัน (อาจเกิดการแยกชั้นได้)  หลังจากนั้นจึงเติมคาเฟอีน 30 หยดและlubile อีก 4-6 แคปซูล              ( lubile คือผงที่ได้จากการสกัดน้ำดีของลูกสัตว์ซึ่งทำการสกัดไขมันออกไป)

4. การสวนลำไส้ด้วยน้ำคั้นผักใบเขียว

                            วิธีนี้อาจไม่ใช่การสวนลำไส้ที่แท้จริงนัก แต่จัดเป็นการรักษาอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งบริเวณลำไส้  เราจะใช้น้ำคั้นผักใบเขียว 0.5 ลิตร ซึ่งมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิร่างกาย  นำมาสวนลำไส้โดยค่อยๆปล่อยให้น้ำไหลช้าๆและนานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อให้เกิดการดูดซึมบริเวณลำไส้

                 ในผู้ป่วยมะเร็งไม่ควรสวนล้างลำไส้แบบ high colonic irrigation ซึ่งเป็นการสวนล้างด้วยน้ำปริมาณมากและเข้าถึงลำไส้ในส่วนบน เพราะโซเดียมจะถูกขับออกจากเยื่อบุลำไส้มากเกินไป

                                                                         

 

ข้อมูลจากหนังสือ A cancer therapy ( Results of fifty cases) , Max Gerson , M.D.

                   The encyclopedia of healing foods , Micheal Murray, N.D.

 

 เรียบเรียง โดย บริษัท กู๊ดเฮลท์ ประเทศไทย จำกัด   ( 3  / 9 / 2549 )

มะเร็ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

HomeContact UsOur Map : แผนที่บริษัทเสียงตอบรับจากผู้ใช้วิธีปลูกต้นกล้าข้าวสาลีตัวแทนจำหน่าย