นานาสาระเรื่องมะเร็ง 1

อ้วนลงพุง เสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่

                จากรายงานในวารสารสถาบันมะเร็งนานาชาติ กล่าวว่าไขมันบริเวณหน้าท้องนั้นเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่   จากการศึกษาพบว่ากว่า 370,000 คนจากประชากรในแถบยุโรป 9 ประเทศ ทั้งหญิงและชายที่มีขนาดรอบเอวใหญ่มีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มากกว่าคนที่มีรอบเอวบางกว่า

                ทั้งขนาดรอบเอวและสัดส่วนระหว่างเอวกับสะโพกเป็นดัชนีที่บ่งบอกถึงความอ้วนผอมของบริเวณหน้าท้องซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่  ในขณะที่ดัชนีมวลรวมร่างกาย (BMI) ซึ่งเป็นค่าเปรียบเทียบน้ำหนักต่อส่วนสูงนั้นไม่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในเพศหญิง

                Dr. โทเบีย นักวิจัยของสถาบันโภชนาการซึ่งเป็นผู้หนึ่งในคณะนักวิจัยครั้งนี้กล่าวว่าเนื่องจากในคนที่มีขนาดรอบเอวใหญ่จะพบว่ามีไขมันที่อวัยวะบริเวณช่องท้องในปริมาณสูง และไขมันเหล่านี้เป็นไขมันที่ไวต่อการเกิดขบวนการเมตาบอลิซึม  คือเหตุผลว่าทำไมไขมันบริเวณหน้าท้องจึงเกี่ยวข้งอกับความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่

ฮอร์โมนที่อาจเกี่ยวข้องกับเซลล์มะเร็ง

                Dr. โทเบีย กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ว่าไขมันบริเวณช่องท้องมีผลต่อการเพิ่มปริมาณฮอร์โมนที่ทำงานเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเซลล์ รวมไปถึงการเติบโตของเซลล์มะเร็ง  ดังจะเห็นได้จากผู้ป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ได้ค่อนข้างสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอินซูลินและโกรทแฟคเตอร์1 (insulin –like growth factor 1) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการติบโตของเซลล์มะเร็ง

ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่า

                จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างค่าBMI กับความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ในเพศชายและเพศหญิงนั้นมีความแตกต่างกัน  ทั้งนี้เนื่องจากเพศชายและเพศหญิงจะมีการสะสมของไขมันตามร่างกายในบริเวณต่างกัน

                สำหรับเพศชายที่มีค่าดัชนี BMI สูงนั้นจะการสะสมของไขมันส่วนใหญ่ที่กลางลำตัว  ในขณะที่เพศหญิงไขมันส่วนใหญ่จะอยู่ที่สะโพกและต้นขา

                ดังนั้นการใช้ความสัมพันธ์ของขนาดรอบเอวต่อความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่จึงเป็นตัวบ่งชี้ที่ถูกต้องกว่าการดูจากค่า BMI โดยเฉพาะในเพศหญิง

                                                                   

ข้อมูลจาก Reuters

.............................................................................................................................................................

                                                     น้ำทับทิมต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก

                                                                             

                จากการศึกษาค่า PSA ซึ่งเป็นระดับโปรตีนชนิดหนึ่งในกระแสเลือด ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมากในเพศชาย   โดยเราจะวัดระยะเวลาที่ใช้ในการเพิ่มปริมาณโปรตีน PSA ขึ้นเป็น 2 เท่า พบว่าถ้าระยะเวลายิ่งสั้น แนวโน้มการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากก็จะมากขึ้นด้วย  และจากการวัดค่าPSA ในผู้ชายกลุ่มหนึ่งพบว่า ค่าPSAจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ภายใน 15 เดือน แต่เมื่อชายกลุ่มนี้เริ่มดื่มน้ำทับทิมวันละ 8 ออนซ์ทุกวัน แล้วทำการวัดค่า PSAใหม่อีกครั้ง พบว่ากว่าที่ค่าPSAจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่านั้นใช้เวลานานถึง 45 เดือน  จะเห็นว่าระยะเวลาดังกล่าวต่างกันมากเลยทีเดียว

                ทั้งนี้ได้ทำการศึกษาในชาย 50 คนที่ได้รับการฉายรังสี การผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็งต่อมลูกหมากก่อนที่จะรักษาด้วยการดื่มน้ำทับทิม พบว่าน้ำทับทิมไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือผลเสียต่อร่างกาย  ถึงแม้ว่าจากการศึกษาดังกล่าวที่กระทำโดยกลุ่มของ Dr. อแลน ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินปัสสาวะของสถาบันมะเร็ง UCLAจะยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าสารตัวใดในน้ำทับทิมที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่จากการค้นพบดังกล่าวก็นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก แม้ว่ายังต้องทำการค้นคว้าและทดลองเพิ่มเติมต่อไปในอนาคตถึงผลที่แน่นอน

                                                                             

ข้อมูลจาก Reuters

.........................................................................................................

วิตามินเม็ดกับการป้องกันมะเร็ง

                                      

                อีริค จาคอบ นักระบาดวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินของสมาคมมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกากล่าวว่า ไม่มีวิตามินเม็ดหรืออาหารเสริมใดที่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันแล้วว่าสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้

                อย่างไรก็ตามประชากรกว่าครึ่งหนึ่งในประเทศอเมริกานั้นซื้ออาหารเสริมเหล่านี้มารับประทาน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของวิตามินหลายๆชนิด แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถยืนยันถึงผลของวิตามินดังกล่าว

                นักวิทยาศาสตร์หวังว่าวิตามินอีและเบต้า-แคโรทีนจะสามารถป้องกันปอดได้หลังการศึกษาเดิมซึ่งพบว่าการรับประทานวิตามินเสริมเหล่านี้ช่วยลดการเกิดมะเร็งลงได้  แต่จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าการรับประทานอัลฟา-โทโคฟีรอล (รูปแบบหนึ่งของวิตามินอี) 50 มิลลิกรัมทุกวันนั้นไม่ได้ส่งผลใดๆต่อการป้องกันมะเร็งปอด  นอกจากนี้การรับประทานเบต้า-แคโรทีน (สารตั้งต้นของวิตามินเอ) ยังทำให้อัตราการเกิดมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นถึง 18 เปอร์เซนต์  ดังนั้นทางสถาบันสุขภาพจึงออกมาเตือนว่าผู้สูบบุหรี่ไม่ควรกินเบต้า-แคโรทีนที่อยู่ในรูปของอาหารเสริมหรือวิตามินเม็ด   และจากการศึกษายังพบว่าสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่แล้วการบริโภคเบต้า-แคโรทีนไม่มีผลใดๆต่อการเกิดมะเร็งปอด, ต่อมลูกหมาก , เต้านม    นอกจากนี้วิตามินบี2และไนอะซินยังไม่มีความเกี่ยวข้องกับการป้องกันมะเร็ง  และซีลีเนียมก็ไม่สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน

                จากรายงานในวารสารของสถาบันมะเร็งแห่งชาติเดือนเมษายน พบว่าการกินอนุพันธ์ของวิตามินเอปริมาณต่ำไม่สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอได้ ซึ่งจากการศึกษาก่อนหน้านี้เคยแนะนำให้กินอนุพันธ์ของวิตามินเอในปริมาณสูงเพื่อยับยั้งการเกิดมะเร็ง  แต่การกินวิตามินเอในปริมาณเข้มข้นจะทำให้ริมฝีปากแห้งแตกรุนแรง  เปลือกตาอักเสบ

                จากการศึกษาหญิงหมดประจำเดือน 36,000 คนพบว่าการรับประทานวิตามินดีหรือแคลเซียมเสริมนั้นไม่สามารถยับยั้งมะเร็งเต้านมได้

                อย่างไรก็ตามจากการศึกษาทั้งหมดเกี่ยวกับผลของอาหารเสริมต่อการป้องกันการเกิดมะเร็งนั้น นักวิจัยได้สรุปว่าถ้าปัจจัยสำคัญอยู่ที่ปริมาณหรือความเข้มข้นของวิตามินแล้ว ผลการทดลองอาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเปลี่ยนปริมาณของวิตามิน ซึ่งทั้งนี้ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

                                                                            

ข้อมูลจาก The Associated Press

 เรียบเรียง โดย บริษัท กู๊ดเฮลท์ ประเทศไทย จำกัด   ( 3 / 10 / 2549 )

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

HomeContact UsOur Map : แผนที่บริษัทเสียงตอบรับจากผู้ใช้วิธีปลูกต้นกล้าข้าวสาลีตัวแทนจำหน่าย