อาหารดี

                                                                              

                ถึงแม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันจะพัฒนาไปมากแล้ว แต่คนก็ยังเป็นโรคต่างๆ มากมาย ซึ่งโรคเหล่านี้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่ามีสาเหตุจากพันธุกรรม หรือจากอายุที่เพิ่มขึ้น อันที่จริงแล้วสาเหตุของความเสื่อมหรือโรคต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่มาจากสาเหตุง่ายๆคือ อาหารการกินซึ่งเราต้องกินทุกวัน วันละ หลายมื้อ ดังนั้นจึงกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เรามักมองข้ามไป

                เนื่องจากในปัจจุบันอาหารที่เรากินส่วนใหญ่จะผ่านกรรมวิธีการปรุงสุก ทำให้คุณค่าที่อยู่ในอาหารไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุหรือเอนไซม์นั้นสูญเสียไป ดังนั้นเมื่อเรารับประทานอาหารที่เปรียบเสมือนร่างที่ไร้วิญญาณอยู่เป็นประจำ ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานและเอนไซม์ที่มีอยู่ในร่างกายมาใช้เพื่อย่อยอาหาร(ซึ่งปราศจากพลังงานสด)ที่เรากินเข้าไป  เมื่อเป็นอย่างนี้นานๆเข้าร่างกายก็จะขาดพลังงานในที่สุด  ดังนั้นในอาหารการกินแต่ละมื้อเราควรที่จะมีอาหารสดหรืออาหารที่ยังไม่การปรุงสุก เช่น ผัก ผลไม้สด โยเกิร์ต รวมอยู่ด้วยเพื่อเป็นการเติมพลังจากภายนอกให้แก่ร่างกาย

                นอกจากเรื่องของอาหารที่ปราศจากพลังงานสดแล้ว  ชนิดของอาหารที่รับประทานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน ในที่นี้จะขอกล่าวเป็นหัวข้อดังนี้

อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต

เป็นอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานหลักแก่ร่างกาย อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่เรารู้จักกันดี คือกลุ่มของข้าวต่างๆ  ขนมปัง  เป็นต้น คนในยุคปัจจุบันนิยมการรับประทานข้าวขัดสีซึ่งหมายถึงข้าวสารที่ผ่านการขัดเอาเปลือกออก ทำให้ข้าวที่ได้มีลักษณะนิ่มมากขึ้น ซึ่งข้าวขัดสีหรือแป้งที่ผ่านการขัดสีเหล่านี้จะปราศจากเส้นใยหรือกากใยซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร   และถ้าเปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในกระแสเลือดหลังจากกินข้าวที่ผ่านการขัดสีกับข้าวกล้อง พบว่าข้าวที่ผ่านการขัดสีจะทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาไม่นานนัก ในขณะที่ผู้ที่บริโภคข้าวกล้อง น้ำตาลในกระแสเลือดจะค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ  (ซึ่งเหมือนกับการกินผักผลไม้ จะทำให้ระดับน้ำตาลค่อยๆ เพิ่มขึ้นช้าๆ เมื่อเปรียบเทียบกับการกินน้ำตาลทราย  ทั้งนี้เป็นเพราะผักผลไม้จะประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ต้องผ่านขบวนการเปลี่ยนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมนำไปใช้เป็นพลังงาน)  ดังนั้นอาหารประเภทแป้งที่เหมาะกับเราคือ ข้าวที่ยังไม่ผ่านการขัดสี เช่นข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท  

แหล่งของอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหลักที่สำคัญ คือพวกธัญญหาร เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไร เป็นต้น  นอกจากนี้ในพวกถั่ว เช่น ถั่วลันเตา ถั่วแขก ถั่วแดง ถั่วเขียว  มันสำปะหลัง มันเทศ มันฝรั่งก็ประกอบด้วยสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมากเช่นกัน

อาหารกลุ่มโปรตีน 

                โปรตีนประกอบด้วยหน่วยเล็กๆที่เรียกว่า กรดอะมิโน ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ  แหล่งโปรตีนที่เรามักนึกถึงก็คือ เนื้อสัตว์และกลุ่มของนม ดังนั้นหลายคนจึงพยายามที่จะกินสเต็ค กินหมู กินไก่ กินปลา นม ไข่และชีสด้วยความเชื่อที่ว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรง   ซึ่งที่จริงแล้วร่างกายของเราต้องการโปรตีนเพียงวันละประมาณ 50 กรัม (ตามคำแนะนำของRDA และองค์การอนามัยโลก) จะเห็นว่าไม่ใช่ปริมาณที่มากเลย เพราะคนที่กินเนื้อสัตว์เป็นหลักมักจะได้รับในปริมาณที่มากเกินอยู่แล้ว   การบริโภคโปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย ร่างกายจะเปลี่ยนส่วนเกินเหล่านี้เป็นไขมันซึ่งจะสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกาย  

อันที่จริงแล้ว การบริโภคอาหารประเภทโปรตีนไม่จำเป็นต้องกินเนื้อสัตว์เท่านั้น  ในพืช เช่น ธัญพืช  ถั่ว เมล็ดต่างๆก็เป็นแหล่งของโปรตีนชั้นดีที่ย่อยได้ง่าย

          ภัยแฝงจากการกินโปรตีนมากเกินไป

            เนื้อสัตว์และนมเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ในอาหารพวกนี้นอกจากโปรตีนแล้วยังประกอบด้วยไขมันปริมาณมาก  ซึ่งไขมันนั้นเป็นแหล่งสะสมของสารพิษ ดังนั้นจึงหมายถึงร่างกายเราจะมีสารพิษในปริมาณมากขึ้นด้วย 

            การบริโภคอาหารประเภทโปรตีนปริมาณมากจะทำให้ร่างกายมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น (สภาพที่แท้จริง ร่างกายควรมีสภาพเป็นด่างเล็กน้อย) ซึ่งจะกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย เนื่องจากร่างกายจะทำงานได้ต้องอาศัยสภาพความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสม ร่างกายจึงต้องมีกลไกการควบคุมความเป็นกรด-ด่าง หรือที่เรียกว่า pH-balance ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ควบคุมกลไกดังกล่าวคืออาหารที่เราบริโภค

            เมื่อเรากินอาหาร ร่างกายจะทำการย่อยและดูดซึมสารอาหาร  ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นขบวนการย่อยแล้ว อาหารจะถูกเปลี่ยนสภาพให้มีลักษณะคล้ายขี้เถ้าซึ่งมีค่าความเป็นกรด-ด่างต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่เรารับประทาน

            อาหารที่มีซัลเฟอร์ คลอไรด์ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส จะถูกเปลี่ยนเป็นขี้เถ้าที่มีสภาพเป็นกรด เนื่องจากซัลเฟอร์จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดซัลฟูริก  ฟอสฟอรัสจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดฟอสฟอริก ซึ่งกรดทั้งสองชนิดนี้จะต้องผ่านขบวนการทำให้เป็นกลางก่อนที่ร่างกายจะขับออกจากไตผ่านทางปัสสาวะ   ส่วนไนโตรเจนจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดยูริกและถูกขับออกจากไตผ่านทางปัสสาวะและจากผิวหนังผ่านทางเหงื่อ   ซึ่งอาหารประเภทโปรตีนโดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์จะมีสารพวกนี้สูง

            ธาตุโซเดียม แคลเซียม โพทัสเซียม แมกนีเซียม จะมีฤทธิ์เป็นด่างซึ่งจะช่วยลดความเป็นกรด  ธาตุเหล่านี้พบจำนวนมากในพืชชนิดต่างๆ  เมื่อเรากินพืช ร่างกายจะพยายามเก็บแร่ธาตุเหล่านี้ไว้เพื่อคงสมดุลกรด-ด่างในร่างกาย 

            ร่างกายของเราสามารถจัดการปรับสมดุลกรด-ด่างในภาวะที่ร่างกายเป็นกรดไม่มากนัก  แต่อย่างไรก็ตามการที่เราบริโภคอาหารที่ทำให้ร่างกายเป็นกรดอยู่เป็นประจำเรื่อยๆ ร่างกายก็จะสูญเสียแร่ธาตุที่มีฤทธิ์เป็นด่างไปในขบวนการลดความเป็นกรด ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนัก และถ้าเป็นต่อเนื่องกันในระยะยาว จะก่อให้เกิดความเสื่อมแก่เซลล์ในส่วนต่างๆ

            หลายคนไม่ทราบว่าขณะนี้ตนกำลังมีภาวะเป็นกรดในร่างกายมากเกินไป เนื่องจากอาการที่เกิดขึ้นไม่ถึงกับเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิต แต่ในระยะยาวแล้วภาวะกรดเกินในร่างกายจะทำให้ร่างกายสูญเสียแร่ธาตุที่มีค่าเป็นด่าง เช่น แคลเซียม โพทัสเซียม แมกนีเซียม (แร่ธาตุเหล่านี้มีมากในกระดูก)  ดังจะเห็นได้จากมีการดึงแคลเซียมออกจากกระดูกทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ข้อเสื่อม ตลอดจนมีการตกตะกอนของแคลเซียมเนื้อเยื่อต่างๆเช่น เกิดนิ่วที่ไต หรือเป็นเก๊าท์  ความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ   เซลล์ทำงานได้ลดลง

            อาหารที่ทำให้ร่างกายเกิดสภาพเป็นกรดคือ พวกเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว หมู ไก่ ปลา นม ไข่ หรือแม้แต่พวกถั่วซึ่งเป็นแหล่งของโปรตีนชั้นดี ส่วนพวกผัก-ผลไม้ส่วนใหญ่จะทำให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง

                แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง และเนื่องจากนมเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแคลเซียม หลายคนจึงนิยมดื่มนม แต่ที่จริงแล้วนมนอกจากจะมีแคลเซียมในปริมาณสูงแล้วยังมีโปรตีนสูงอีกด้วย  ในนม 1 แก้วประกอบด้วยโปรตีนประมาณ 20 กรัม หากคุณดื่มนมวันละ 3 แก้ว คุณจะได้รับโปรตีนมากถึง 60 กรัม(ซึ่งมากกว่าความต้องการโปรตีนของร่างกายภาย) ทำให้เกิดกลไกการดึงแคลเซียมออกจากร่างกายในปริมาณมากเช่นเดียวกัน และนี่คือเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมคนที่ดื่มนมปริมาณถึงยังมีภาวะกระดูกพรุน

                การบริโภคโปรตีนมากเกินไป จะทำให้ไตต้องทำงานหนักเพราะต้องกำจัดไนโตรเจนออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมมากขึ้นทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน  และในความเป็นจริงแล้วการบริโภคโปรตีนในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกายมิได้ก่อให้เกิดการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ (การออกกำลังที่ต้องจึงจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง)

คุณจำเป็นต้องกินมังสวิรัติมั้ย

                การที่คุณจะมีสุขภาพที่ดีได้นั้นไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องละเว้นจากเนื้อสัตว์ทุกชนิดหรือกินแต่อาหารมังสวิรัติเท่านั้น เนื่องจากในเนื้อสัตว์นั้นประกอบสารอาหารที่มีประโยชน์หลายอย่าง  แต่ปัญหาอยู่ที่การเลือกบริโภคชนิดของเนื้อสัตว์และปริมาณที่บริโภคต้องไม่มากเกินไป

                ชาวเอสกิโมหรือชาวอินเดียนแดงในยุคก่อนมีสุขภาพแข็งแรงทั้งที่บริโภคเนื้อสัตว์  แต่เนื้อสัตว์ที่พวกนี้กินเป็นเนื้อสัตว์ที่พวกเขาล่าจากป่าจึงปราศจากการเลี้ยงด้วยสารสังเคราะห์หรือฮอร์โมนอย่างเช่นระบบปศุสัตว์ปัจจุบัน  นอกจากนี้พวกเขายังกินเนื้อสัตว์ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป  และจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นประจำ ทำให้ร่างกายได้ออกกำลังอยู่เป็นประจำ

                ผู้ที่ไม่กินเนื้อสัตว์เลยหรือเป็นมังสาวิรัตินั้นไม่จำเป็นต้องมีสุขภาพแข็งแรง เนื่องจากถ้าผัก-ผลไม้ที่เขากินมีสารปนเปื้อน เช่น ยาฆ่าแมลง มีการเคลือบขี้ผึ้ง หรือกินอาหารที่ผ่านการขัดสี การปรุงแต่ง เช่น ขนมปังขาว น้ำตาล ช็อคโกแลต กาแฟ เป็นต้น

อาหารการกินที่หลากหลาย

                การกินอาหารชนิดเดิมอยู่เป็นประจำอาจทำให้เกิดอาการแพ้อาหารชนิดนั้นได้ ทั้งนี้สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องมาจากสารปนเปื้อนในอาหารนั้นๆ เช่น ยาฆ่าแมลง สารเคมี โลหะ เชื้อรา ดังนั้นการได้รับสารเหล่านี้เป็นประจำจะเกิดการสะสมสารพิษขึ้นได้  เพราะฉะนั้นเราจึงควรสลับสับเปลี่ยนประเภทและชนิดของอาหารที่รับประทานเพื่อช่วยป้องกันภาวะการแพ้อาหารที่อาจขึ้น

                นอกจากนี้การรับประทานอาหารหลากหลายชนิดยังช่วยให้คุณได้รับสารอาหารที่หลากหลายมากขึ้นด้วย เพราะในอาหารชนิดหนึ่งๆนั้นมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการอยู่ไม่ครบถ้วน  ยกตัวอย่างเช่น แอปเปิ้ลจัดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก แต่การที่เรากินแต่แอปเปิ้ลเท่านั้นเป็นระยะเวลานานโดยที่ไม่กินอาหารอื่นๆ  ร่างกายเราก็จะขาดสารอาหารที่ไม่มีอยู่ในแอปเปิ้ล

                อาหารที่เรารับประทานเพียงแค่สะอาดเท่านั้นยังไม่เพียงพอ แต่ควรจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารที่หลากหลายและครบถ้วนด้วย

                                         

 เรียบเรียง โดย บริษัท กู๊ดเฮลท์ ประเทศไทย จำกัด   ( 24 / 10 / 2549 )

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

HomeContact UsOur Map : แผนที่บริษัทเสียงตอบรับจากผู้ใช้วิธีปลูกต้นกล้าข้าวสาลีตัวแทนจำหน่าย